วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ขนมน่าทาน ของญี่ปุ่น!!!



วากาชิ (Wagashi) ขนมหวานญี่ปุ่น

          ขนมหวานญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า "วากาชิ" (Wagashi) มีมานานตั้งแต่สมัยนะระหรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว เฟื่องฟูในช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603-1867) โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตและโตเกียว แต่ละร้านแข่งกันขายแข่งกันคิดขนมใหม่ๆ จนกลายเป็นต้นตำรับของขนมญี่ปุ่น และถึงจะได้ชื่อว่าเป็นขนมหวานประจำชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวากาชิกันบ่อยๆ ประเภทกินตบท้ายมื้ออาหารแบบบ้านเรานั้นไม่มี เพราะเขานิยมกินผลไม้กันมากกว่า ส่วนวากาชินี้จะกินเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษเมื่อมีพิธีการต่างๆเช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีชงชา
          แรงบันดาลใจของพ่อครัวแม่ครัวในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้นก็ได้มาจากธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ร่วงจะทำขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดูหนาวก็ทำยูคิโมจิ หรือโมจิหิมะ เป็นต้น
          มาถึงการแบ่งประเภทของวากาชิกันบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจนเพราะขนมแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ถ้าแยกตามวัตถุดิบและวิธีทำก็พอจะแบ่งแบบกว้างๆได้ตามนี้

โดรายากิ (Dorayaki)

dorayaki~*

อันนี้คงรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นขนมที่แมวสีฟ้าโดเรมอนชอบกิน จนเอาชื่อของแมวตัวนั้นมาตั้งเป็นชื่อขนม ขนมนี้ทำจากแป้งแพนเค้กสองชิ้นประกอบกันสอดใส้ถั่วแดงแค่นั้นเอง

โจ นะมะกะชิ (Jyo-Namagashi)

Jyo-Namagashi

ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นแป้งห่อไส้ถั่วแดงบดหรือ "อัน" (An) แป้งที่นำมาห่อหุ้มมีทั้งแป้งท้าวยายม่อม แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆทั้งดอกไม้ ผลไม้ พระจันทร์ ซึ่งจะออกแบบให้เข้ากับฤดูกาล ทั้งชื่อขนม ส่วนผสม รูปทรงและสีสัน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนได้รู้ว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะมาเยือน ตัวอย่างเช่น ซากุระโมจิ (โมจิสีชมพูห่อด้วยใบซากุระ) ซึ่งจะออกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 

ฮิงะชิ (Higashi) 

Higashi

เป็นขนมแบบแห้ง เก็บไว้ได้นาน ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และวาซัมบงโตะ (Wasambon-to) น้ำตาลผงที่ทำด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิมผสมกันแล้วนำมาอัดในพิมพ์ ได้ขนมที่ผิวเป็นแป้งแห้งๆคล้ายขนมโก๋ เสิร์ฟในพิธีชงชา

เซมเบ้ (Sembei)

Sanbei

เป็นข้าวเกรียบสีน้ำตาล เคี้ยวกรุบกรอบ มีหลากรูปร่างหลายขนาด (ใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นก็ขนาดเท่าแผ่นเสียง) แต่แบบยอดฮิตคือทรงกลมแบนเหมือนที่รองแก้ว ทำจากข้าวเหนียวนำมาปิ้ง แต่งรสด้วยโชยุและเกลือเป็นหลัก ราดหน้าด้วยงา สาหร่าย พริก เพิ่มกลิ่น เพิ่มรสให้อร่อยกันได้หลายแบบ นอกจากนี้ยังมีเซมเบ้แบบหวานหรือซาราเมะ เซมเบ้ (Sarame Sembei) ทำจากแป้งสาลี น้ำตาลและกลูโคส

โนะนะกะ (Monaka)


คือเวเฟอร์ไส้ถั่วแดง มีทั้งถั่วบดและแบบเต็มเม็ด ประกบด้วยแผ่นแป้งบางกรอบทำจากข้าวเหนียว ทำเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยมดอกซากุระ และอีกสารพัดรูปแล้วแต่จะสร้างสรรค์ โดดเด่นที่ความกรอบกับความนิ่มผสานกับรสหวานๆมันๆ นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วยังมีไส้ชาเขียวและถั่วอื่นๆด้วย

โยคัง (Yokan)



ใช้ส่วนผสมหลักคือวุ้นที่ได้จากสาหร่าย เรียกว่า คันเตน (Kanten) แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ มิซุ โยคัง เป็นวุ้นใสๆแช่เย็น กินในฤดร้อนผสมผลไม้ลงไป ได้รสหวานเย็น หอมชื่นใจ อีกชนิดคือ มุชิ โยคัง เป็นวุ้นขุ่นๆ เนื้อนิ่มเหนียว ตัดเป็นชิ้นเหลี่ยมพอคำ ทำจากถั่ว เกาลัด หรือมันที่บดละเอียด แป้งสาลี น้ำตาล และคันเตน

มันจู (Manjyu)


manju

เป็นขนมกลมๆแป้งด้านนอกที่ห่อทำจากแป้งมันเทศ (บางครั้งใช้แป้งโซบะ) ไส้เป็นถั่วบดและมีมันเทศหรือเกาลัดอยู่ตรงกลางไส้อีกที นำไปนึ่ง อบหรือย่าง จึงได้ขนมอร่อยโดยเฉพาะขนมโมมิจิมันจูที่เมืองมิยาจิมาโดดเด่นที่ห่อด้วยใบเมเปิล มีหลายไส้ทั้งถั่วแดงบด คัสตาร์ด ช็อคโกแลต ถือเป็นของเxHนของดังที่ไม่ว่าใครไปเยือนก็ต้องลองชิม

ดังโกะ (Dango)

Dango

มีเป็นสิบสูตร แต่ที่หน้าตาเหมือนลูกชิ้นเสียบไม้ที่เราเคยเห็นกันเรียกว่า คุชิ ดังโกะ ทำจากแป้งโมจิ บางครั้งก็ผสมเต้าหู้ลงไปในแป้งด้วย ปั้นเป็นลูกกลม เสียบไม้แล้วนำไปปิ้ง ได้ลูกชิ้นแป้งนุ่มๆเหนียวๆราดซอสโชยุ ซอสเต้าเจี้ยว หรือเกาลัดบด หรือจะโรยด้วยถั่วบดกับน้ำตาลทรายแดงก็เข้าท่า

ไดฟุกุ (Daifuku)

daifuku

คนไทยเราชอบเรียกว่าโมจิไส้ถั่วแดง แต่จริงๆเขาเรียกขนมประเภทนี้ว่าไดฟุกุ แป้งด้าน นอกทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตีจนเหนียว (โมจิ) มีสีขาว เขียวและชมพู ส่วนไส้ก็เป็นถั่วแดง ที่พิเศษก็จะใส่ผลไม้ลงไป เช่น อิจิโกะ ไดฟุกุ (Ichigo Daifuku) เป็นโมจิไส้ลูกสตรอร์เบอร์รี่หอมหวาน อร่อยจับใจ นอกจากนั้นยังมีไส้เมลอนบดและไอศกรีมรสต่างๆด้วย

ไทยะกิ (Tai Yaki)


ขนมหน้าตาน่ารักรูปปลาตัวเท่าผ่ามือ เป็นขนมที่จำลองรูปแบบของปลากะพงแดง เรียกอีกชื่อว่า "แพนเค้กญี่ปุ่น" เนื้อแป้งแน่นและเหนียวนุ่ม นอกจากไส้ถั่วแดงมาตรฐานแล้วก็มีไส้เกาลัด ไส้มันหวานและอีกสารพัดไส้ รูปทรงก็มีสารพัดรูปเช่นกัน ทั้งรูปตุ๊กตา รูปกลมๆ แบนๆ ที่เรียกว่า อิมะกะวะ ยะกิ และที่เรารู้จักกันดีที่สุด โดรายากิ ขนมสุดโปรดของโดราเอมอนที่เป็นรูปฆ้องนั่นเอง

บัวลอยถั่วแดง (Azuki Shiratama)


เป็นถั่วแดงต้ม แล้วมีแป้งก้อนกลมเล็กๆ ใส่อยู่ด้วย เหนี่ยวๆ หนึบๆ

ขนมสอดใส้ถั่วแดง


ญี่ปุ่นมีขนมสอดใส้ถั่วแดงเยอะ รวมไว้ทีเดียวเลยละกัน ก็พวกขนมปังไส้ถั่วแดง โดนัทถั่วแดง ซาลาเปาถั่วแดง สารพัด

หวานเย็นถั่วแดง (Anmistu)


เป็นของหวานคนแก่ มีถั่วแดง ผลไม้ และของหวานอื่นๆ ตามแต่จะใส่ลงไป แล้วราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายแดง ให้รสชาติหวานหอม เหมาะสำหรับกินหน้าร้อน ตอนต้นมา ก็ได้ไปกินกัน

ขนมไข่ยุ่น (Kasutera)


เป็นขนมไข่ ชื่อเรียกยาก คาสเทลล่า จังหวัดที่ทำขนมไข่ที่ดังมากคือ ฮิโรชิม่า ใครไปฮิโรชิม่า ก็ต้องแบกขนมไข่มาฝากคนรู้จักกันทั้งนั้น ขนมไข่ยุ่นนี้ นุ่มมากครับ ใครกินเนยสดที่ว่านุ่มๆ แล้วจะเปลี่ยนใจทันที ที่นี่เค้าจะคัดไข่ชั่งน้ำหนักทีละฟอง เพื่อให้ได้ส่วนผสมที่ตรงเป๊ะๆ ออกมานุ่มทุกชิ้น

ซากุระโมจิ (Sakuramochi)


เป็นขนมที่ทำจากแป้งโมจิ หรือแป้งข้าวเหนียวบ้านเราน่ะครับ แล้วห่อด้วยใบซากุระ

เยลลี่ถั่วแดง Mizuyoukan


เป็นของหวานคนแก่ แต่ถ้ากินตอนอากาศร้อนๆ ก็ช่วยให้ร่างการสดชื่นได้ เป็นเยลลี่ถั่วแดง และมีรสอื่นๆ ด้วยเช่น ชาเขียว เป็นต้น มีรสหวานแหลมมาก

มาต่อที่เมืองโตเกียวกันเลย


1.Mamemochi (豆餅)  ขนมโมจิไส้ถั่วแดงที่มีถั่วเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย  โมจิที่ดีจะต้องมีความหวานกำลังดี ไม่หวานมากเกินไป ส่วนความนุ่มเหนียวของแป้งโมจิ ก็จะต้องไม่เหนียวจนเกินไปด้วย Mamemochi (豆餅)  เป็นขนมที่มีความพอดีทั้งสองอย่างที่พูดมา จึงเป็นขนมยอดนิยมของจังหวัดเกียวโตที่ลูกค้าต้องต่อคิวเข้าซื้อกันอย่างเนืองแน่นทุกวัน


2.Chienomochi (智恵の餅)  ถ้าใครได้ไปแวะเยี่ยมชม วัด Chion (智恩寺:ちおんじ) แล้วล่ะก็อย่าพลาดชิมนะคะ เป็นขนมโมจิขนาดประมาณนิ้วโป้ง ที่ปาดหน้าด้วยถั่วแดงกวน คำว่า Chie (知恵) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สติปัญญา เชื่อกันว่าถ้าได้กิน Chienomochi (智恵の餅) แล้วล่ะก้อ จะก่อให้เกิดแสงแห่งปัญญา



3. Fumanjuu/Nama  Fumochi (麩饅頭・生麩餅)  ขนมดั้งเดิมของเกียวโต ที่ใช้แป้งสาลีคุณภาพดีมาห่อไส้ที่เป็นถั่วแดงกวน แล้วก็นำไปห่อด้วยใบไผ่ Kumazasa (熊笹の葉) อีกทีเพื่อเพิ่มความหอมให้แก่ตัวโมจิ ความนุ่มของแป้งสาลีที่ใช้บวกกับความหอมที่ได้จากใบไผ่ Kumasasa ทำให้ Fumanjuu/Nama Fumanjuu เป็นขนมโมจิที่แตกต่างกับขนมโมจิทั่วไป 


4.Kuzukiri (くずきり)  ขนมที่ทำมาจากแป้ง Kuzu (葛:くず แป้งเท้ายายม่อม) ที่ทำให้สุกด้วยการกวนกับน้ำด้วยไฟอ่อนปานกลาง เมื่อเย็นแล้ว แป้งรวมตัวเป็นก้อน ราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายดำ เป็นของหวานที่นิยมรับประทานกันในช่วงหน้าร้อน


5.Kyonamagashi (京生菓子)  หมายถึงขนมตามฤดูกาลประจำจังหวัดเกียวโต  เนื่องจากเกียวโตเป็นจังหวัดที่มีขนมโบราณหลายชนิดมากๆ ดังนั้นคนเกียวโตจึงมีวัฒนธรรมการเลือกรับประทานขนมตามฤดูกาลเช่น ปีใหม่ก็เริ่มต้นด้วย Kagami Mochi (鏡餅) โมจิปั้นเป็นรูปกลมแบน วางซ้อนกัน 2 ขนาด ตั้งไว้เซ่นไหว้ในช่วงปีใหม่ ฤดูใบไม้ผลิก็ Sakura Mochi (桜餅) เป็นต้น



มาต่อที่เมืองนาโงย่ากันเลยดีกว่า

 1.Uirou (ういろう) ขนมขึ้นชื่อของเมือง Nagoya ที่เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ เป็นขนมญี่ปุ่นเก่าแก่ที่ผลิตมาตั้งแต่สมัย Edo เป็นขนมโมจิที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าที่มีความเนียวน้อย “Uruchi Kome うるちこめ” ทำให้ขนมมีความนุ่มเป็นพิเศษ นวดแป้งกับน้ำตาลทราบขาว น้ำตาลทรายดำ และช่วยเพิ่มความหลากหลายของรสชาติด้วยการเติมส่วนผสมของชาเขียวหรือถั่วแดง นิยมรับประทานเป็นของว่างพร้อมกับการดื่มชา



 2.Bankaku No Yukari (坂角のゆかり) ข้าวเกรียบกุ้งที่ในแต่ละแผ่นมีส่วนผสมของกุ้งถึง 70% รสชาติเข้มข้นและด้วยขั้นตอนที่จะต้องผ่านการอบข้าวเกรียบถึง 2 ครั้ง  ทำให้ Bankaku No Yukari เป็นข้าวเกรียบกุ้งทีมีมีกลิ่นหอมมาก 


3. Oni  Manjuu (鬼まんじゅう) ขนม Manjuu ที่ดัดแปลงมาจากขนมปังนึ่งของเมือง Aichi ในอดีต เป็นขนมที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี น้ำตาล แล้วก็มันหวาน ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ จุดเด่นของขนมอยู่ที่ความหวานของมันที่เข้ากันเป็นอย่างดีกับความเหนียวของแป้ง เนื่องจากผิวขนมมีลักษณะขรุขระ เหมือนกับไม้กระบองของยักษ์ญี่ปุ่น  จึงตั้งชื่อขนมนี้ว่า “Oni Manjuu”  (Oni  鬼 = ยักษ์)


4.Nayabashi Manjuu (納屋橋まんじゅうขนม Manjuu ที่มีมาตั้งแต่สมัย Meiji  แป้ง Manjuu ที่ใช้เกิดจากการผสมข้าวเหนียวและยีสต์ป่น จากนั้นก็เติมแป้งสาลีเข้าไปเป็นการหมักแป้งแบบธรรมชาติ ส่วนไส้ถั่วแดงนั้นก็ใช้ถั่วแดงคัดพิเศษจาก Hokkaido  เมื่อใช้แป้ง Manjuu ห่อถั่วแดงแล้วก็จะนำไปนึ่ง เนื่องจากไม่ใช้น้ำตาลในการหมักแป้งเลยทำให้เนื้อแป้ง Manjuu จะเกิดการแข็งตัวหลังจากเวลาผ่านไปสัก 3-4 วัน เมื่อต้องการจะรับประทานจึงนิยมนำไปอุ่นอีกครั้งด้วยการทอด หรือเข้าเตาอบ แล้วก็ปรุงรสด้วยซอสต่าง ๆ เช่น ซอสโชยุ หรือน้ำผึ้งเป็นต้น



ต่อๆกันเลยที่เมืองฟุกุโอกะ

1.Narikin Manju (成金饅頭) ขนม Dorayaki ชนิดหนึ่งของเขต Kyushuu มีจุดเด่นที่รสชาติของถั่วแดงกวน คนญี่ปุ่นนิยมซื้อเป็นของฝากเนื่องในงานพิธีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายในวันครบรอบวันตาย หรือแม้แต่ในงานศพ



2.HakataBurabura (博多ぶらぶら) ขนมที่มีชื่อเสียงของ Hakata 博多 เป็นขนมโมจิสอดไส้ถั่วแดงกวน โดยถั่วแดงที่ใช้นั้นเป็นถั่วแดงชื่อดังของฮอกไกโด ส่วนข้าวเหนียวที่นำมาให้ทำแป้งโมจินั้นก็ทำมาจากข้าวชั้นหนึ่งของจังหวัด Saga 佐賀


3.Tsukushi Mochi (筑紫もち) ขนมญี่ปุ่นดั้งเดิม (Wagashi 和菓子) ที่ขึ้นชื่อของเขต Kyushuu เป็นขนมโมจิที่ใส่ใจทุกความละเอียด แม้แต่น้ำที่ใช้เป็นส่วนผสม ยังต้องผ่านกระบวนการผลิตให้เป็นน้ำแร่บริสุทธิ์จริงๆ ถึง 6 ขั้นตอน Tsukushi Mochi เป็นขนมโมจิที่ถูกบรรจุแยกแต่ละชิ้นอย่างปราณีต แต่ละห่อจะโรยKinoko きのこ (แป้งถั่วเหลืองผสมน้ำตาลใช้โรยขนมโมจิหรือดังโกะ) ไว้ที่ขนมโมจิ และมีน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายดำมาไว้ให้ราดที่ขนมโมจิเวลารับประทานด้วย 


4.Hakata NoHito (博多の女) ขนมเค้กเชื้อชาติเยอรมันที่มีชื่อว่า Baumkuchen หรือที่บ้านเราเรียกว่าเค้กพันชั้น สอดไส้ถั่วแดง แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ นับเป็นขนมร่วมสมัยที่ขึ้นชื่อของ Hakata มากว่าหลายสิบปี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 http://www.marumura.com/top_japan/
  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=200222



ภูมิอากาศ – ฤดูกาลในญี่ปุ่น



✿ ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ)

จะเริ่มต้นในเดือนมีนาคม ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่น เพราะในฤดูนี้ ดอกไม้จะเริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจี ลมเย็นๆ สบายๆ ที่พัดพาเอากลิ่นไอธรรมชาติ บวกกับสีสรรแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะ ช่วง เดือนเมษายน อันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไปด้วย สีชมพู และขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเก ชื่นชมความงาม ของดอกซากุระ ซึ่งเป็นภาพที่ติดอยู่ในความทรงจำ
☼ ฤดูร้อน  (นัสซึ)

จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน มิถุนายน ไปจนถึงเดือนสิงหาคม เป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูปลูกข้าวของชาวนา อากาศในญี่ปุ่นจะเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ฤดูนี้จะเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะเป็นช่วงที่มีเทศกาลประจำปีต่างๆ มากมายรวมทั้งการเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นช่วงของการท่องเที่ยว และตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย จนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งคนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตามสถานที่ตากอากาศแถบชายทะเล ซึ่งคนนิยมไปทะเลในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม จึงเป็นฤดูที่มีอากาศดี ท้องฟ้าสีคราม สดใส ถือว่าเป็นฤดูที่น่าท่องเที่ยวเช่นกัน
♣  ฤดูใบไม้ร่วง (อะกิ)

จะเริ่มตั้งแต่ เดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ฤดูใบไม้ร่วงนี้เป็นช่วงที่มีอากาศดี เพราะหลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป ลมเย็นๆ ก็พัดเข้ามาแทนที่ ต้นไม้เริ่มผลัดสีจากเขียวเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็พากันร่วงหล่นลงดิน เหลือแต่กิ่งก้านโบกไหวไปตามลมรอวันที่ลมหนาวที่กำลังจะเข้ามา ในฤดูนี้นับว่าเป็นฤดูที่มีสีสันมาก คนจึงนิยมไปสวนสาธารณะที่จะเต็มไปด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และบรรดา ต้นไม้ก็ผลัดสีมีมากมายหลายพันธุ์ที่พอสลัด ใบร่วงหล่น หมดก็จะ แตกช่อ ออกดอก นับเป็นช่วง ฤดูกาลที่สวยงามมาก เหมาะแก่การพักผ่อน
☃ ฤดูหนาว (ฟุยุ)

จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูกาลที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ โดยเฉพาะภาคเหนือ น้ำในแม่น้ำและทะเลสาป บางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้เด็ก และผู้ใหญ่ ต่างก็พากันออกมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนบนภูเขาก็จะมีการเล่นสกีกันในเมืองซัปโปโร ที่เกาะฮอกไกโด จะมีงาน “เทศกาลหิมะ” เฉลิมฉลองกัน อย่างเต็มที่ เป็นงานเทศกาลใหญ่ระดับโลกก็ว่าได้ มีการประกวดการปั้นหิมะ เป็นรูป สถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างในประเทศต่างๆ อีกด้วย นอกจากนี้เป็น ช่วงฤดูหนาวแห่ง ความสุขของครอบครัว ชาวญี่ปุ่นทุกคนในครอบครัว มักจะมานั่งผิงไฟ รวมกันพูดคุย หยอกล้อเป็นความสุขเล็กๆ แต่มีค่ามาก เด็กๆ ต่างพากัน รอนับวันสำคัญที่พวกเขาถือว่าเป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีนั่นคือ วันคริสต์มาส และวันปีใหม่ สถานที่ทุกแห่งจะมีการประดับไปด้วยไฟหลากสีสวยงาม น่าประทับใจยิ่งนัก นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาว คนญี่ปุ่น นิยมไปเที่ยวแช่น้ำพุร้อนกันมาก 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.educatepark.com


วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทัวร์ญี่ปุ่นไปกับ 10 อันดับสุดยอดเมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย


ประเทศญี่ปุ่น (Japan)   ดสติเนชั่นยอดนิยมตลอดกาลของนักเดินทางชาวไทย ประเทศที่มีจุดท่องเที่ยวทั้งความสวยงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม โด่งดังเรื่องแฟชั่น ดนตรีและการบันเทิง รวมไปถึงการครัวที่ลือชื่อไปรอบโลก ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นสามารถทำได้ได้ทั้งปี ไม่ว่าจะไปชมดอกไม้หรือไปร่วมงานเทศกาลท้องถิ่น ญี่ปุ่นมีภาษาหลัก คือ ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะอัธยาศัยไมตรีของชาวญี่ปุ่นนั้น นับว่าเป็นเลิศไม่รองชาติไหน สกุลเงินที่ใช้ คือ เงินเยน (Japanese Yen or JPY)

ท็อป 10 เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

โตเกียว (Tokyo)


วัดเซ็นโซจิ
จุดหมายยอดฮิตที่ติดท็อปรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นเสมอมา เมืองนี้ได้ฉายาว่า “อีสต์ มีท เวสต์” (East meets West) หมายถึง การมาบรรจบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก เพราะนอกจากคุณจะได้ชมบ้านเมืองที่ยังคงด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นแล้ว คุณก็ยังจะได้สัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดของโลก และแฟชั่นแบบตะวันตกในสไตล์ญี่ปุ่น ฮาราจุกุในโตเกียวก็เปรียบได้กับถนนเมดิสัน (Madison Avenue) แห่งมหานครนิวยอร์ค (New York) นั่นเอง จัดเป็นสุดยอดสถานที่เที่ยวญี่ปุ่นด้านช้อปปิ้งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเอเชียรวมทั้งไทยเราเป็นจำนวนล้นหลามทีเดียว
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนพฤศจิกายน

เกียวโต (Kyoto) ใกล้กับโอซาก้า (Osaka)

เมืองยอดฮิตอีกแห่งของแดนซากุระ สำหรับคนที่ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ทั้งวัดโบราณที่ทำให้คุณเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบพันปีก่อนในย่างก้าวแรกที่เดินเข้าไป และเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจเลยหากคุณจะเดินสวนกับเกอิชาในชุดกิโมโนบนถนนใจกลางเมือง และการเข้าร่วมพิธีชงชาญี่ปุ่นแบบโบราณ ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพลาดสำหรับการไปเยือนเกียวโต
ไปเที่ยวช่วงไหนดี ช่วงเวลาที่น่าไปเที่ยวมากที่สุด คือ ฤดูใบไม้ผลิราวเดือนมีนาคมและฤดูใบไม้ร่วงราวเดือนตุลาคม ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายนก็จะเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ประจำปี เทศกาลมิยาโกะ (Miyako Odori)

โอซาก้า (Osaka)


ปราสาทโอซาก้า

เมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศ นอกจากจะเป็นเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศแล้ว ยังขึ้นชื่อด้านอาหารในราคาย่อมเยา เพราะไม่ว่าจะมุมไหนของเมือง คุณก็สามารถหาร้านอาหารรสชาติเป็นเลิศ แต่ราคาสบายกระเป๋าได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอ (Universal Studio) แห่งญี่ปุ่น และสวนลอยน้ำ (Floating Garden Observatory)
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน

ฟุกุโอกะ (Fukuoka)


สวนวิสเทอเรีย
อีกเมืองหลักของมิตรรักนักชิมและคนรักอาหารทะเล นอกจากนี้ยังเป็นบ้านเกิดของบะหมี่ราเม็งอันลือชื่อของญี่ปุ่น ฉะนั้นรับรองว่าหากไปเยือนฟุกุโอกะ คุณจะไม่มีทางพลาดการชิมราเม็ง เพราะร้านบะหมี่ข้างทางถือเป็นร้านอาหารยอดนิยม ไม่ต่างจากรถขายไส้กรอกในอเมริกา หรือแผงขายส้มตำบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีคุณภาพการใช้ชีวิตสูง ถึงกับได้ฉายาว่าเป็นเมืองที่รีเล็กซ์ (Relax) หรือเครียดน้อยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว
ไปเที่ยวช่วงไหนดี ฤดูกาลท่องเที่ยวยอดนิยมจะอยู่ราวเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลโกลเด้นวีค (Golden week) และในช่วงเดือนกันยายน-เดือนตุลาคมก็เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบายน่าไปเที่ยวอีกช่วงหนึ่ง

นารา (Nara) ใกล้กับโอซาก้า (Osaka)


วัดโทไดจิ
เมืองนาราหรือเมืองแห่งกวาง ทุกหนแห่งที่คุณเดินทางไปเที่ยว คุณจะพบเห็นกลุ่มกวางอันเป็นมิตรกับผู้คน นอกจากนี้นารายังถือเป็นแหล่งกำเนิดของขนบธรรมเนียมสำคัญๆ ของชาวญี่ปุ่น เมืองนารานี้มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น พระพุทธรูปไดบุทสึ (Daibutsuden) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดของโลก วัดโฮริวจิ (Horyu-ji Temple) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกและได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่ราวเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม

เฮียวโงะ (Hyogo) ใกล้กับโกเบ (Kobe) และโอซาก้า (Osaka)


ปราสาทฮิเมจิ
เมืองเฮียวโงะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเกียวโตและโอซาก้า เป็นที่ตั้งของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ที่งดงามที่สุดของประเทศและได้รับการยกให้เป็นเขตมรดกโลกจากยูเนสโก (UNESCO) และถัดจากปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะกว้างกว่า 33,000 ตรม. เป็นจุดชมดอกซากุระยอดนิยม จนถึงขั้นจัดเป็นงานประเพณีขึ้นทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิชื่อว่า “เทศกาลชมดอกซะกุระยามราตรี” (Himeji Hana Akari Night View of Cherry Blossom Festival)
ไปเที่ยวช่วงไหนดี ฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดจะอยู่ในช่วงชมดอกไม้บานในราวกลางเดือน-ปลายเดือนมีนาคม

คารุอิซาวะ-มาชิ (Karuizawa – machi) ใกล้กับโตเกียว (Tokyo)


น้ำตกชิไรโตะ
เมืองนี้จะเป็นสวรรค์ของคนรักป่าเขาลำเนาไพร ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก บ่อน้ำพุร้อน ภูเขา เมืองธรรมชาติแห่งนี้มีทุกอย่างสำหรับนักธรรมชาตินิยม แต่ไม่ต้องห่วงสำหรับคนที่อยากจะชมทั้งธรรมชาติและช้อปปิ้งในทริปเที่ยวญี่ปุ่นทริปเดียว เพราะเขตช้อปปิ้งคารุอิซาวะกินซ่า (Karuizawa Ginza) นั้นเป็นแหล่งจับจ่ายชั้นดีที่จะให้คุณเพลิดเพลินได้ตลอดวัน
ไปเที่ยวช่วงไหนดี สามารถเที่ยวได้ทั้งปีแต่จะเป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนกลางปี

ฮากุบะ-มุระ (Hakuba – mura) ใกล้กับมัสซูโมโต้ (Matsumoto)


ภูเขาชิโรอุมาดาเกะ
เมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps) ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เหมาะแก่การไปเยือนในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์) และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนตุลาคม

ทาคายามะ (Takayama) หรือฮิดะ-ทาคายามะ (Hida-Takayama) ใกล้กับมัสซูโมโต้ (Matsumoto)


หมู่บ้านโบราณหลังคาฟางทาคายามะ
เมืองท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ที่แม้จะเล็กแต่ก็เล็กพริกขี้หนู เมืองจิ๋วแต่แจ๋วเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องหมู่บ้านชิราคาวะโกะ (Shirakawago) หมู่บ้านมุงหลังคาฟางแบบโบราณที่ตั้งอยู่ชานเมืองท่ามกลางหุบเขา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกและมีหลายหลังที่เปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสภูมิปัญญาคนโบราณที่สร้างบ้านให้ทนทานทุกสภาพอากาศและยืนหยัดมาหลายศตวรรษ นอกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วก็ยังมีที่เที่ยวอื่นที่น่าสนใจ เช่น ตึกที่ว่าการเมืองสมัยโชกุน ทาคายามะ จินยะ (Takayama Jinya) เขตเมืองเก่าซันมาชิ (Sanmachi) พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮิดะ (Hida Folk Museum) หรือมินโซกุ-กัง (Minzoku-kan) และพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์โทมิโนะซุเกะ (Tomenosuke)
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เมืองนี้เที่ยวได้ทั้งปี เพราะในช่วงหน้าหนาวจะเป็นที่นิยมในการไปนอนผิงไฟบ้านโบราณและเล่นสกี ในฤดูใบไม้ผลิ-ร้อนก็เป็นช่วงชมดอกไม้บานและเที่ยวป่าเขา รวมไปถึงเทศกาลดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่ในราวเดือนกรกฎาคมของทุกปี ในขณะที่ใบไม้เปลี่ยนสี (เดือนตุลาคม) เมืองนี้ก็สวยไม่แพ้ที่ใดเช่นกัน

ซัปโปโรหรือซัปโปะโระ (Sapporo)


อาคารที่ว่าการเมืองเก่าแห่งซัปโปโร
เป็นแหล่งอาหารทะเลสดอร่อย บะหมี่ราเม็งเลิศรส และแหล่งผลิตเบียร์ขึ้นชื่อ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีก็จะการจัดงานเทศกาลคริสต์มาสสไตล์เยอรมันที่สวนโอโดริ (German Christmas Market at Odori Park) งานประดับไฟหน้าหนาว (Sapporo White Illumination) และตามมาด้วยเทศกาลหิมะและน้ำแข็งแกะสลักแห่งซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ในช่วงต้นปี ส่วนที่เที่ยวก็มีมากมาย เช่น โรงเบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) สวนกลางเมืองโอโดริ (Odori Park) หอนาฬิกาเก่าประจำเมือง (Tokeidai) ตึกที่ทำการเก่าแก่ของฮอกไกโด (Hokkaido Government Building) ย่านบันเทิงซูซูกิโนะ (Susukino) ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine) สวนสัตว์มะรุยะมะ (Maruyama Zoo) และภูเขาโมอิวะ (Mt. Moiwa) เป็นต้น
ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ทั้งปีเพราะมีที่เที่ยวหลากหลาย ทั้งนี้ในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์) จะมีเทศกาลฤดูหนาวหลายงานที่เป็นที่นิยม

การเตรียมตัวเดินทาง

ฤดูกาลและสภาพอากาศ ญี่ปุ่นสามารถไปเที่ยวได้ทั้งปี เพราะในแต่ละช่วงก็มีธรรมชาติที่สวยงามและงานเทศกาลที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาล คือ
ฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม
ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน
ฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
การเดินทางไปญี่ปุ่น มีบริการเที่ยวบินตรงไปยังสนามบินในเมืองสำคัญต่างๆ ของญี่ปุ่นหลายเมือง เช่น โอซาก้า โตเกียว ฟุกุโอกะ ซัปโปโรและนาโงย่า เป็นต้น

ขอขอบคุณช้อมูลจาก www.skyscanner.co.th